ข่าวประชาสัมพันธ์
เรื่อง : โรคหน้าฝน มีอะไรบ้าง??
  รายละเอียด : โรคหน้าฝน มีอะไรบ้าง?? บ้านเมืองเราย่างเข้าสู่หน้าฝนในช่วงเดือนนี้ เรามาดูว่า มีโรคอะไรที่เป็นกันบ้อย บ่อย ในช่วงเฉอะแฉะนี้ จะได้ระวังตัวกัน#ด้วยความห่วงใยจากเทศบาลตำบลขนอม

1. #โรคติดต่อของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ #โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน #บิด #ไทฟอยด์ #อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียนประชาชนจึงควรเลือกรับประทานอาหารที่สุกใหม่ สะอาด และใช้ช้อนกลาง
2. #โรคเลปโตสไปโรซิส หรือ #ฉี่หนู โรคนี้มีหนูและสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข สุกร โค กระบือ รวมทั้งสัตว์ป่า สัตว์ที่มีฟันแทะทั้งหลายเป็นพาหะ เชื้อเหล่านี้จะปะปนอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง และจะเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วน เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา เยื่อบุในช่องปาก อาการเด่นๆของโรคนี้คือ หลังได้รับเชื้อประมาณ 1-2 อาทิตย์ จะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะมักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่อง โคนขาอย่างรุนแรง ตาแดง คอแข็ง สลับกับไข้ลด ในกรณีที่เป็นมากอาจมีจุดเลือดออกที่เพดานปาก หรือตามผิวหนัง จนกระทั่งตับวาย ไตวายได้ สำหรับผู้ที่มีไข้ไม่สูงมาก ควรเช็ดตัวลดไข้เป็นระยะ และรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล แต่ห้ามใช้แอสไพรินเด็ดขาด ประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรหรือชาวสวนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนที่ชื้นแฉะ หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูทป้องกันไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำหรือดินโดยตรง หากเดินย่ำน้ำที่ท่วมขัง หรือน้ำสกปรก ต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้ง

3. #โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น #โรคไข้หวัด #ไข้หวัดใหญ่ #คออักเสบ #หลอดลมอักเสบ #ปอดอักเสบ หรือ#ปอดบวม เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบวกกับเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศชื้นช่วงฤดูฝนจะเป็นพาหะของโรคระบบทางเดินหายใจ มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคง่ายและเร็ว เพียงแค่ไอ จาม หรือสัมผัสกับน้ำมูกที่ปนเปื้อนเชื้อก็ทำให้เกิดโรคได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการติดเชื้อควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกเมื่อเวลาไอ จาม หรือจะสวมหน้ากากอนามัยหมั่นล้างมือบ่อย ๆ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่เราอาจจะไปสัมผัสมา หรือป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย หลีกเลี่ยงการคลุกคลี หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วย เพื่อป้องกันการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย และที่สำคัญขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาลด้วย ได้แก่ 1.หญิงตั้งครรภ์
2.เด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี
3.ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมองไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ระหว่างการได้รับเคมีบำบัด และเบาหวาน)
4.บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
6.ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง(รวมผู้ติดเชื้อ HIVที่มีอาการ)
และ 7.ผู้ที่มีโรคอ้วน (น้ำหนัก >100 กิโลกรัม หรือ BMI >35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร)

4. #โรคไข้เลือดออก โรคที่มียุงลายเป็นพาหะ หากถูกยุงกัดและได้รับเชื้อประมาณ 5-8 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง (38.5-41 องศาเซลเซียส) ติดต่อกัน 2-7 วัน หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูก บางรายเบื่ออาหาร ปวดท้อง อาเจียน จากนั้นจะมีจุดแดงเล็กๆ ขึ้นตามลำตัว ในรายที่มีอาการรุนแรงจะเกิดภาวะช็อกหลังไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวเย็น ปากเขียว บางรายมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ถ่ายเป็นเลือด หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันเวลา ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายใน 12-24 ชั่วโมง ดังนั้นเมื่อพบว่ามีอาการไข้ขึ้นสูง ห้ามทานยาแอสไพรินเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น หมั่นเช็ดตัวและดื่มน้ำเพื่อลดไข้ หากไข้ยังสูงอยู่ควรรีบไปพบแพทย์ ที่สำคัญควรกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงอย่างถูกวิธีด้วย

5. #โรคเยื่อบุตาอักเสบ หรือ #ตาแดง เกิดจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ทำให้เยื่อแผ่นบางๆ ที่ครอบคลุมส่วนตาขาว ผลิตเมือกเพื่อเคลือบและหล่อเลี้ยงผิวของดวงตา เกิดการระคายเคือง เส้นเลือดบริเวณนั้นก็จะบวม เกิดการอักเสบ และทำให้ตาค่อยๆ แดงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำตาลดลงซึ่งจะมีอาการประมาณ 1-2 สัปดาห์ สำหรับคำแนะนำ ให้ระวังอย่าให้น้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา หากมีน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตาให้รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที อย่าใช้มือ แขน หรือผ้าที่สกปรกขยี้ตา หรือเช็ดตา อย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้ที่เป็นโรคตาแดง หรือเยื่อตาอักเสบ

6. #โรคมือเท้าปาก โรคนี้ติดต่อโดยการสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย น้ำในตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย ส่วนวิธีป้องกันคือรักษาความสะอาดร่างกาย หมั่นล้างมือบ่อยๆ และไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน หากมีเด็กในสถานศึกษาป่วยโรคมือ เท้า ปาก ต้องแยกเด็กป่วยออก ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน และพักอยู่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ

7. #โรคน้ำกัดเท้า เกิดจากการเดินลุยน้ำสกปรกนานๆ หรือการพักอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขังต้องลุยน้ำช่วงฝนตก เชื้อราจะทำให้ผิวหนังซอกนิ้วเท้าแดง ขอบนูนเป็นวงกลม คัน เมื่อเกาแผลจะแตกและมีน้ำเหลืองเยิ้มออกมา จึงขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินในที่ที่มีน้ำขัง หรือน้ำท่วมสูง แต่หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรต้องหารองเท้าบูทมาสวมใส่ รีบล้างเท้าและเช็ดเท้าให้แห้งทุกครั้ง หากผิวหนังเริ่มเปื่อย เกิดตุ่มคัน ซอกนิ้วเท้าแดง มีขอบนูน หรือมีบาดแผล ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อรักษาอาการดังกล่าวก่อนที่จะลุกลามจนทำให้เกิดโรแทรกซ้อน

http://www.bhumibolhospital.rtaf.mi.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=647&directory=3677&contents=12626
44e2e58383ce3c0e212070fcafc5f030.jpg
  รายละเอียดเพิ่มเติม : ดาวน์โหลดเอกสาร ดาวน์โหลดเอกสาร
 
ประกาศเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2564  :: จำนวนผู้อ่าน 110 คน